Headline News

BMW Driving Experience 2016 : เค้นสมรรถนะคลีนดีเซล พร้อมเรียนรู้ Plug-in ค่ายใบพัดฟ้า-ขาว

มิถุนายน 2, 2016
5,284 Views

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จัดกิจกรรม BMW Driving Experience 2016 ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ร่วมสัมผัสสมรรถนะการขับขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น BMW 118i M Sport, BMW 320d Luxury, BMW 320d Sport, BMW 525d M Sport และ BMW 330e M Sport ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด

BMW Driving Experience 2016 (5)

กิจกรรมครั้งนี้ BMW แบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกเป็นการแนะนำระบบการทำงานของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ช่วงที่สอง เป็นการทดลองขับรถยนต์ BMW รุ่นต่างๆ ในรูปแบบที่ BMW จัดเตรียมไว้ให้

BMW Driving Experience 2016 (111)

ทีมงาน driveautoblog  เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้เทคโนโลยีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของ BMW รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ BMW นำมาให้เราได้ทดลองขับกันได้วันนี้ คือ BMW 330e M Sport และ BMW X5 Xdrive40e จะเห็นว่าทั้งสองรุ่นที่เป็นระบบปลั๊กอินไฮบริด มีอักษรต่อท้ายว่า e ซึ่งเป็นอักษรที่บ่งบอกว่ารถยนต์รุ่นนั้นๆ เป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดนั่นเอง

2016 BMW Driving (16)

ระบบการทำงานของทั้ง 2 รุ่น หลักๆไม่แตกต่างกัน ความพิเศษของระบบปล๊กอินไฮบริดของ BMW อยู่ที่การสามารถเสียบชาร์ตเข้ากับปลั๊กไฟบ้านผ่านทางสายชาร์ตที่มีมาให้ในรถยนต์ไฮบริดของ BMW ทุกรุ่น ทั้งนี้สายชาร์ตไฟ จะมีหมอแปลงไฟที่สามารถบอกสถานะการชาร์ต

การชาร์ตไฟของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ยังสามารถจ่ายเงินซื้อแท่นชาร์ต “BMW i Wallbox” ไว้ติดบ้าน ข้อดีของแท่นชาร์ต BMW i Wallbox คือ สามารถชาร์ตไฟให้เต็มได้เร็วกว่าสายชาร์ต ส่วนราคาของ BMW i Wallbox นั้น บอกเลยครับว่าทะลุ 1 แสนบาทแน่นอน

2016 BMW Driving (6)

2016 BMW Driving (3)

ในส่วนของการขับขี่ เป็นการขับขี่ที่เน้นไปในส่วนของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า แบบ 100% ทาง BMW ต้องการให้เราทดสอบว่า ตัวรถสามารถวิ่งในโหมด EV ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียวๆได้ตั้งแต่ออกตัว ให้กำลังได้ดี ผมได้ลองขับในรุ่น X5 Xdrive40e ที่มีบอดี้ขนาดใหญ่ ตัวรถสามารถออกตัวได้อย่างน่าประทับใจ ทาง BMW ยังได้เครมว่า ถ้าแบตเตอร์รีชาร์ตเต็ม รถจะสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ความเร็วสูงสุด 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลสุดประมาณ 30-40 กิโลเมตร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของรถยนต์ในแต่ละรุ่น

เมื่อปรับมาเป็นโหมดที่มีเครื่องยนต์เข้ามาร่วมทำงานด้วย ก็เห็นความแตกต่างชัดเจนครับว่า เมื่อมีเครื่องยนต์มาช่วย รถมีอัตราเร่งที่ดีขึ้น แรงขึ้น มากว่าการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว

BMW Driving Experience 2016 (23)

ช่วงที่สองของกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการทดลองขับรถยนต์ BMW รุ่นต่างๆ ผมเองมีโอกาสได้ลองขับสองรุ่นด้วยกัน ก็คือ BMW 525d M Sport และ BMW 320d Sport

เริ่มที่ BMW 525d M Sport เป็นรถยนต์ที่ครบเครื่อง มาพร้อมความหรูหรา เครื่องยนต์ทรงพลัง อย่างเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 16 วาล์ว TwinPower Turbo กำลังสูงสุดที่ 160 กิโลวัตต์/ 218 แรงม้า พร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที ให้อัตราเร่งได้อย่างใจนึกจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 6.9 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราปล่อยค่า CO2 อยู่ที่ 149 กรัมต่อกิโลเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

BMW Driving Experience 2016 (49)

การทดลองขับในครั้งนี้ ทาง BMW ได้จัดรูปแบบการทดสอบที่เน้นสมรรถนะของตัวรถ ความคล่องตัว มีทั้งการขับแบบสลาล่อม การทดลองอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จำลองสถานะการณ์เมื่อต้องหักหลบสิ่งกีดขวางอย่างฉับพลัน รวมไปถึงการทดลองระบบการทรงตัวของรถในทางโค้ง หรือการหักเลี้ยวในรูปแบบต่างๆ

2016 BMW Driving (10)

จากทั้งหมดที่กล่าวมา ผมขอใช้คำว่า “อุ่นใจ” กับการได้ขับรถยนต์คันนี้ ช่วงล่างที่นุ่มนวลชวนฝัน เก็บอาการของพื้นถนนได้น่าประทับใจ บวกกับพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักอัตโนมัติได้อย่างสมบูรณ์แบบในทุกย่านความเร็ว ทำให้ BMW 520d ที่แม้จะมีบอดี้ขนาดใหญ่ แต่กลับเป็นรถยนต์ที่ควบคุมง่าย และให้ความมั่นใจในการขับขี่ได้ตลอดการทดสอบ

สำหรับรถรุ่นนี้มาพร้อมชุดแต่ง M Performance Parts ที่รวมถึงฝาครอบกระจกมองข้างแบบคาร์บอน ชุดล้อ V spoke 464M ferricgrey 20 และมาพร้อมชุดแต่งสำหรับแป้นพักเท้า เบรคและคันเร่ง

BMW Driving Experience 2016 (20)

มีเวลาเหลือไม่มาก ก็พอให้ผมได้สลับมาลอง BMW 320d ใหม่ ที่มาพร้อมความโดดเด่นด้วยงานออกแบบที่เฉียบคม ชุดกันชนหน้าที่มีช่องระบายอากาศดีไซน์ใหม่ เช่นเดียวกับชุดกันชนหลัง และไฟท้าย LED ที่ช่วยเสริมความเป็นสปอร์ตของตัวรถ พร้อมไฟหน้าและไฟตัดหมอก LED

BMW Driving Experience 2016 (63)

BMW 320d Luxury และ 320d Sport ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ที่ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 27 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมอัตราการปล่อย CO2 เพียง 99 กรัมต่อกิโลเมตร และระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic ใหม่ มีส่วนช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ด้วยประสิทธิภาพ อัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น และตัวแปลงแรงบิดที่สูญเสียกำลังน้อยลงในขณะเปลี่ยนเกียร์ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลงได้ราว 3 เปอร์เซ็นต์ และสำหรับรุ่น 320d Sport มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 สปีด พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

BMW Driving Experience 2016 (92)

สำหรับ BMW 320d Sport มาพร้อมชุดแต่ง M Performance Parts ที่รวมถึงฝาครอบกระจกมองข้างแบบคาร์บอน ชุดล้อ M Double spoke 624 20 นิ้ว และชุดเบรกสีแดงด้วยโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบา ช่วยลดความร้อนของอุณหภูมิและการหมุนเวียนของอากาศ มาพร้อมชุดแต่งสำหรับแป้นพักเท้า เบรคและคันเร่ง ชุดท่อไอเสีย M Performance Active Sound B47 และชุดช่วงล่างแบบสปอร์ต Retrofit Sport suspension เพิ่มเสถียรภาพการทรงตัวของรถ

BMW Driving Experience 2016 (41)

ในการขับขี่ BMW 320d ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ความนุ่มนวลที่ไม่ได้ด้อยว่า BMW 525d เท่าไหร่นัก สิ่งที่ต่างคือความคล่องแคล้ว ความสนุกสนานที่ตัวรถมีมากกว่า แม้ว่าจะเป็นมีเครื่องยนต์ที่เล็กกว่าก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ช่วงล่างที่เฟิร์ม ทำให้ควบคุมรถได้ง่าย ยิ่งในการขับขี่แบบสลาล่อม ยิ่งเห็นภาพชัดเจน เครื่องยนต์และเกียร์ตอบสนองได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี่คือ BMW Series 3 ยุคใหม่ที่มีความลงตัวในการขับขี่มากจริงๆ

เวลาที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ผมมี่โอกาสได้สัมผัสรถยนต์ BMW แค่สองรุ่น แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ผมได้รู้สึกถึง DNA ของรถยนต์ BMW เจเนอร์เรชั่นใหม่ รวมถึง ข้อมูลของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจาก BMW ที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น

BMW Driving Experience 2016 (122)

BMW Driving Experience 2016 (87)

BMW Driving Experience 2016 (105)

BMW Driving Experience 2016 (96)

BMW Driving Experience 2016 (97)

BMW Driving Experience 2016 (2)

BMW Driving Experience 2016 (4)

BMW Driving Experience 2016 (147)

[ad name=”HTML-3″]

Leave A Comment