Headline News

ทำความรู้จักอาการรถเหินน้ำ และ วิธีการขับรถหน้าฝน

มิถุนายน 13, 2021
3,107 Views

รถดี ยางดี แค่ไหน ถ้าฝนตกยังคึกคะนองโชว์พาวฯ ใช้ความเร็วสูง ก็มักจะจบด้วยเหตุสลดเมื่อเจออาการ “รถเหินน้ำ” (Hydroplaning หรือ Aquaplaning) เพราะถนนคอนกรีตและลาดยางจะมีจุดที่น้ำขัง เหมือนสนามบาสโรงเรียนที่จะมีจุดน้ำไหลไปรวมกัน มันไม่แห้งไม่ซึมง่าย ๆ เสียด้วยนักขับมือเก๋าจะรู้จักดีและเตือนกันบ่อย ๆ โดยเฉพาะเลนขวาสุดชิดเกาะกลาง

รถวิ่งฝ่าสายฝนมาด้วยความเร็ว เมื่อล้อจุ่มแอ่งน้ำ เกิดความฝืด ยางรีดน้ำไม่ทัน หน้ายางลอย ก็จะดึงรถบินข้ามไปอีกเลนชนรถที่สวนมาได้ โดยเฉพาะจังหวะโยกแซงออกมาสไลด์ลงแอ่งน้ำ พวงมาลัยก็จะถูกดึงหักขึ้นเกาะกลาง ล้อลอยเสียการควบคุม ประกอบกับรถรุ่นใหม่ แรงแต่น้ำหนักเบา บินเป็นว่าวเลยทีนี้

แต่ที่เล่ามาไม่ใช่จะให้กลัวการขับรถกลางสายฝน ขับได้ปกติครับ แต่มีสิ่งที่คนขับต้องตระหนัก หรือถ้าคนขับไม่ตระหนักคนข้าง ๆ ก็ใช้บารมีในบ้านเรียกสติ ให้ทำใน 2 ข้อนี้คือ

1.ลดความเร็วลงทีละน้อย ๆ เมื่อขับรถผ่านถนนเปียกจากฝนตก และไม่เปลี่ยนเลนกระทันหัน เปลี่ยนเลนแค่เท่าที่จำเป็นและปลอดภัย จำไว้ว่า วิ่งทางตรง ยางรถยนต์รีดน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุด

2. เมื่อดูหลังแล้วว่าปลอดภัย ให้ย้ายรถมาเลนซ้าย (จริง ๆ ต้องขับซ้ายตลอดแต่แรก แต่ก็รู้กันนะว่าวิ่งเต็มทุกช่องทาง) เพื่อหลีกเลี่ยงการขับรถผ่านแอ่งน้ำขังติดเกาะกลาง แล้วใช้ความเร็วปานกลาง 60-70 กม./ชม. ไปก่อนจนพ้นสถานการณ์ (วิชาการฝรั่งบอก <45 ไมล์/ชม. ไม่เกิด Hydroplaning) ซึ่งความเร็วตรงนี้เมื่อเจอแอ่งน้ำจะลดโอกาสเหินน้ำ และถ้าเบี่ยงไม่ได้ ต้องลงแอ่งน้ำ หากยางยังรีดน้ำดีอยู่ ด้วยความเร็วดังกล่าว แค่ถอนคันเร่ง ล็อคพวงมาลัยให้ตรง ก็สามารถผ่านไปได้ แต่ผลที่เกิดมักจะทำให้คนขับตกใจหรือตื่นเต้น จากเสียงแฉลบน้ำแฟ้บๆ แต่ก็ขึ้นกับสภาพยางและน้ำหนักบรรทุกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุเกิดได้เสมอบนถนน ถ้าเร็วเจอเร็วมันก็แหลกตามหลักฟิสิกส์ ถ้าเช่นนั้น ฝั่งเราเบาได้ก็เบา และการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกตำแหน่งที่นั่งก็ยังช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้เช่นกัน